แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บทความดีๆ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บทความดีๆ แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2553

วิธีเขียนจดหมายรักที่ได้ผลแน่นอน







ผมชอบคุณมากๆเลย พูดได้ว่าถึงขั้นรักคุณเข้าแล้วนะ 
เวลาอยู่กับคุณทำให้ผมรู้สึกอบอุ่นมีความสุขอย่างบอกไม่ถูก 

เพราะฉะนั้นผมถึงเขียนจดหมายฉบับนี้ให้คุณ หวังว่าคุณจะยอมรับความรักของผม 
อยู่เคียงคู่ผมไปจนชั่วฟ้าดินสลาย… 

แต่ว่า คุณยังไม่ต้องรีบตอบผมก็ได้ ผมจะเล่าเรื่องบางเรื่องให้คุณฟังก่อน… 

เมื่อประมาณ 5 ปีที่แล้วได้มั้ง มีผู้หญิงผู้โชคดีคนหนึ่งดังเช่นคุณ 
ได้รับจดหมายรักจากผมฉบับหนึ่งเช่นเดียวกันกับคุณ… 

ในตอนนั้นเธอตอบผมว่า “ขอโทษนะ ฉันรู้สึกว่าคุณกับฉันไม่สามารถเป็นไปได้มากกว่าเพื่อน” 
ผมเสียใจมากเมื่อได้ยินคำตอบเช่นนี้ ผมจึงหั่นเธอออกเป็นท่อนๆเก็บไว้ในตู้เย็นที่บ้านผม… 

และก็ 4 ปีก่อน ผมหนีออกมาจากความเศร้าเมื่อ 5 ปีก่อนนั้นได้แล้ว 
และเขียนจดหมายหนึ่งฉบับให้แก่หญิงสาวผู้โชคดีอีกคนหนึ่ง… 

คำตอบของเธอคือ “ฉันมีแฟนอยู่แล้ว” 

ผมจึงนัดแฟนเธอออกมาเจรจากันตัวต่อตัว 
เมื่อเขาเผลอ ผมจึงใช้ก้อนอิฐทุบหัวเขาจนตายแล้วยัดไว้ในถังใส่ปูนซีเมนต์ทิ้งลงทะเลไป 
หลังจากนั้น ผมก็ใช้ยาพิษฆ่าเธอตาย แล้วแช่ฟอร์มาลีน เก็บร่างเธอไว้ในห้องใต้ดินบ้านผม… 

3 ปีก่อน ผมหาแฟนสาวได้คนนึง แต่ไม่นานเธอก็โวยวายขอเลิกกับผม 
ผมไม่ต้องการให้เธอจากไป จึงใช้เชือกรัดคอเธอตายแล้วผูกไว้ที่เพดานบ้านผม… 
หลังจากนั้น ผมรู้สึกว่าผมไม่เหมาะที่จะมีคนรักได้ จึงปิดหัวใจตัวเองไว้ 

เวลาผ่านมาได้ 2 ปี ผมได้พบกับคุณ คุณได้เปิดหัวใจอันว้าเหว่ของผมแล้ว... 
ตอนนี้ คุณสามารถตัดสินใจตอบผมได้แล้ว 


คุณรักผมไหม?

วันพุธที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2553

ที่มาของ "ท่าเก๊กหล่อ"




การกุมมือโดยเอานิ้วชี้เหยียดตรงไปข้างหน้าขณะที่นิ้วโป้งตั้งขึ้นทำมุมฉากมาจากการเลียนแบบท่ายิงปืนเวลาเด็กๆ เล่นต่อสู้กัน


และยังเป็นท่าทางในการข่มขู่ซึ่งบ่งบอกความหมายด้วยว่า "ฉันจะฆ่าแก" ทั้งนี้ ในภาษาอังกฤษเรียกชื่อภาษากายนี้ว่า "แบง แบง" (bang bang) หรือ ปัง ปัง ซึ่งเป็นคำที่เลียนเสียงธรรมชาติของปืนเมื่อถูกลั่นไกนั่นเอง

สำหรับการชูนิ้วโป้งและนิ้วชี้ไว้ที่คางนั้น ถามตอบขอเรียกว่าท่าทางนี้ว่า "ท่าหล่อ" ก็แล้วกัน เพราะเห็นหนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่ในบ้านเราชอบใช้เวลาต้องการเก๊กเท่ๆ ส่วนใครเริ่มใช้เป็นคนแรกนี้ไม่ปรากฎแน่ชัด แต่เชื่อว่าน่าจะมาจากการเลียบแบบท่าเท่ๆ จากหนังฮอลลีวูดอย่างเจมส์บอนด์ หรืออินเดียน่าโจนส์ โดยเวลาที่พระเอกของเรื่องยิงสังหารผู้ร้ายได้สำเร็จนั้น พระเอกจะเอาปืนคู่ใจมาเป่าไล่ควันแล้วมาไว้ตรงคาง ซึ่งใครชอบดูหนังพวกนี้คงจินตนาการออกว่ามันเท่ขนาดไหน

นอกจากนี้ ท่ายิงปืน(ที่ไม่ต้องเอามาไว้ที่คาง) ยังเป็นท่าที่ใช้ในการเชียร์กีฬา ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของหนุ่มสาวจากมหาวิทยาลัยเท็กซัส เทค ยูนิเวอร์ซิตี้ ขณะการออกท่าออกทางแบบนี้ยังเป็นการทักทายของคนบางกลุ่มในสังคมอเมริกันด้วย
chomthai

วันอังคารที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2553

ความสุขที่หายไป .. ตามกลับคืนได้หรือยัง



หากรู้จักมองชีวิตให้ครบทุกด้าน กาลเวลาที่เราสมมุติว่าเป็นอดีตหรือปัจจุบัน ย่อมเป็นครูสอนชีวิตให้มีคุณค่าและสามารถฟ้องอนาคตข้างหน้าว่า จะเป็นเช่นไรได้ด้วยภาวะที่ลงตัว


คนเรามักมีภาพของความรู้สึกดีๆ ตราตรึงอยู่ในความทรงจำของตัวเองเสมอ อาจเป็นความรู้สึกพึงใจที่เล็กๆ กระทั่งเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่เคยสัมผัส แม้เวลาจะผ่านมาเนิ่นนานเพียงใด แต่ความทรงจำนั้นก็ไม่มีวันเลือนหายไปจากใจซึ่งถูกเก็บไว้ในอดีตของวันวาน



ทว่าอดีตก็เป็นสิ่งที่ผ่านมาแล้ว ไม่ว่าเรื่องนั้นจะดีหรือร้ายเพียง ใด ก็ชื่อว่าเป็นประสบการณ์ที่ชีวิตได้ล่วงเลยผ่านมา แต่คนเรากลับชอบที่จะรื้อฟื้นความทรงจำเหล่านั้นเสมอ จึงเกิดภาพซ้อนที่ทำให้ติดอยู่ในความทรงจำทั้งเรื่องที่ดีและร้ายคละเคล้ากันเรื่อยมา



บ้างก็คิดถึงสิ่งที่ทำให้ตัวเองรู้สึกดี บ้างก็จมอยู่กับความหมองเศร้าที่ไม่รู้ว่าจะให้สลายไปจากใจได้อย่างไร อดีตจึงมีอิทธิพลสำหรับคนที่รู้เท่าไม่ทัน ทำให้เจ้าของชีวิตต้องจมอยู่กับความรู้สึกนั้น



แต่ปราชญ์ทั้งหลายกลับเชิญชวนให้คนเราหันกลับมาทำความเข้าชีวิตในปัจจุบันเป็นหลัก เพื่อให้มีเวลาทำความรู้จักกับความจริงที่มี และเข้าใจภาวะต่างๆ ที่เกิดขึ้นอย่างรู้เท่าทัน โดยไม่ยึดติดกับภาพเดิมๆที่มีอยู่อีกต่อไป เพราะอดีตเป็นสิ่งที่ผ่านมาแล้ว ส่วนอนาคตก็เป็นภาวะที่ไปยังไม่ถึง ทุกความคิดและการกระทำจึงควรยุติอยู่ที่ปัจจุบันเป็นสำคัญ



แต่ใช่ว่าความทรงจำที่ผ่านมาจะเลวร้ายเสียทีเดียว เพราะถ้ารู้จักใช้อดีตที่ผ่านมาเป็นครูสอนชีวิตให้ฉลาดขึ้น อดีตนั้นก็สามารถก่อเป็นความงามได้เช่นกัน เพราะเมื่อไม่สามารถลบล้างอดีตได้ เราก็ควรเรียนรู้ชีวิตผ่านอดีตนั้น โดยใช้เป็นอุปกรณ์ในการสอนปัจจุบันที่ประสบอยู่แต่ละขณะให้ดีขึ้น เป็นการใช้ปัจจุบันเป็นตัวการแก้ไขข้อบกพร่องในวันวานที่ผ่านมา เพื่อให้ความทรงจำเหล่านั้นมีชีวิตจริงขึ้นมาได้



ถ้าอดีตที่ผ่านมาเป็นความทรงจำที่เลวร้าย อาจจะเกิดจากความคิดและการกระทำที่ไม่เป็นดังใจหวัง เราก็ใช้ปัจจุบันที่มีแก้ไขสิ่งที่ผิดพลาดให้เป็นความถูกต้อง



หากเป็นอดีตที่ดีงามในความทรงจำ ทุกอย่างที่ผ่านมาช่างก่อ ให้เกิดคุณค่าต่อชีวีที่มีอยู่ ก็ให้เอาอดีตเหล่านั้นมาสอนปัจจุบันให้รู้จักต่อยอดสิ่งที่ดีนั้นไว้ มิใช่ทิ้งขว้างให้จากไปโดยไม่รู้จักใส่ใจ



เพราะหลายครั้งจะเห็นได้ว่าคนเราเวลาทำอะไรในปัจจุบันที่ขาดหลัก และหลงลืมอดีตที่ดีงามของตน สุดท้ายเส้นทางสายใหม่ที่คิดว่าจะไฉไลกว่าเดิม ก็เต็มไปด้วยขวากหนามที่คอยทิ่มแทงให้เจ็บตัวอยู่เรื่อยมา



" ความสุขที่หายไปในชีวิตเมื่อครั้งอดีตที่ผ่านมา



เราตามเก็บรายละเอียดเหล่านั้นคืนได้หรือยังในปัจจุบัน ?..."



ดังนั้น เมื่อปรารถนาให้ความสุขกลับมามีชีวิตอีกครั้ง เราจึงต้องเรียนรู้การตามเก็บความสุขด้วยความเข้าใจ ใส่ใจในรายละเอียดเพิ่มมากขึ้น และเรียนรู้ที่จะมองความสุขให้รอบด้านด้วยปัญญาที่มาจากความเข้าใจ



เพราะหากรู้จักมองชีวิตให้ครบทุกด้าน กาลเวลาที่เราสมมุติว่าเป็นอดีตหรือปัจจุบันย่อมเป็นครูสอนชีวิตให้มีคุณค่า และฟ้องอนาคตข้างหน้าว่าจะเป็นเช่นไรได้ด้วยภาวะที่ลงตัว



อดีตที่เลวร้ายหากไม่ได้รับการแก้ไข ย่อมฟ้องปัจจุบันว่าจะประสบกับความหมองเศร้าทวีคูณ
ปัจจุบันที่ไร้ค่า ย่อมฟ้องความไร้ค่าในอนาคตเช่นกัน
อดีตที่สวยงามย่อมต่อยอดเป็นความดีได้ในปัจจุบัน
ปัจจุบันที่เปี่ยมด้วยคุณค่าแห่งชีวี ย่อมเป็นอาภรณ์ฟ้องอนาคตที่จะพึงมีให้งดงามตลอดไป



ด้วยเหตุนี้แม้กาลเวลาจะดำรงอยู่บนความไม่แน่นอนของชีวิตเพียงใด แต่เราก็สามารถที่จะเลือกได้ว่า ...



จะให้ชีวิตที่ผ่านมาเป็นครูสอนอะไร ?
จะทำปัจจุบันที่มีอยู่ส่งต่อไปสู่อนาคตอย่างไร ?
ความสุขที่หายไปจึงจะกลับคืนมาสู่ชีวิตของเราด้วยความลงตัว...*





"You can't change the past but you can change the future into a better past!!!"

"คุณไม่สามารถกลับไปเปลี่ยนอดีตได้ แต่สิ่งที่คุณสามารถเปลี่ยนได้คืออนาคตเพื่อที่จะเป็นอดีตที่ดีกว่า"

วันเสาร์ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2553

งอน - ง้อ แต่พองาม


ภาพคุ้นชินเวลาดูเอ็มวีเพลงรัก มักหนีไม่พ้นฉากที่นางเอกงอนสะบัด ปัดข้าวของบนโต๊ะเกลื่อนกลาดพื้นห้อง ด้วยแรงโมโห หรือไม่คุณเธอก็จะเชิดหน้า สะบัดตูด วิ่งออกไปจากห้องด้วยแรงอารมณ์ ร้อนถึงฝ่ายพระเอกที่ต้องวิ่งตามไปงอนง้อสุดฤทธิ์ แหม...หล่อนจะงอนอะไรขนาดนั้น บางครั้งแอบคิดอย่างนี้เหมือนกันนะ แล้วชีวิตจริงล่ะ เราควรจะงอนแค่ไหน และง้อด้วยวิธีใดในแต่ละสถานการณ์ เรื่องนี้ชวนติดตาม เผื่อจะได้เก็บเอาไปใช้ในชีวิตจริงได้บ้าง

ข้อตกลงที่แน่ชัดหากรักจะคบกัน
สิ่งสำคัญอย่างหนึ่ง ซึ่งจะช่วยให้ความสัมพันธ์ระหว่างคู่รัก ดำเนินไปอย่างราบรื่น คือการพูดคุยตกลงกันไว้ตั้งแต่ต้น ในเรื่องที่ทั้งสองฝ่าย "รับได้" และ "รับไม่ได้" เพราะแม้จะรักกันดูดดื่มแค่ไหน เขาและเราต่างเป็นเพียงมนุษย์ปุถุชนธรรมดา ที่บางครั้งบางเวลาอาจพ่าย แก่อารมณ์จนทำอะไรล้ำเส้นกันได้

หนักกว่านั้น บางคนอาจมีแฟนที่ไม่เซนซิทีฟเอามาก ๆ ไม่รู้แม้กระทั่งว่าสิ่งไหน อะไรบ้างจะทำให้คนรักเจ็บปวดได้ เรื่องเหล่านี้ จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมานั่งจับเข่าคุยกัน อย่างจริงจัง เพราะความสนิทสนมไม่สามารถรับประกันได้ว่า จะรู้ใจกันไปหมด การทำความตกลงในเรื่องสำคัญ ๆ บางอย่างไว้ตั้งแต่ต้นจะทำให้ไม่ต้องมางอนตุ๊บป่องได้ ในภายหลัง พลาดพลั้งโชคร้ายเป็นเรื่องที่อีกฝ่ายรับไม่ได้จริง ๆ อาจร้ายแรงถึงขั้นเลิกรากันได้

-->1-8 ข้อต่อไปนี้ เรียงลำดับความสำคัญว่ากันตั้งแต่ร้ายแรงน้อยไปจนถึงคอขาดบาดตาย ที่ควรมีการตกลงกัน

สนธิสัญญาป้องกันการงอนตุ๊บป่อง
8. แต่งตัวหรือช็อปปิ้งนานเกินเหตุ
7. ไม่มีการบอกล่วงหน้า ถ้าจะเลื่อนนัดหรือจะมาเลท
6. ไม่มีการผิดนัดซ้ำ ๆ ซาก
5. ไม่พูดจาแย่ ๆ หยาบคาย หรือพูดภาษาพ่อขุนต่อกัน
4. ห้ามพูดหยาบคาย หรือพูดภาษาพ่อขุนต่อหน้าเพื่อนของแต่ละฝ่าย
3. ไม่มีการตวาด หรือข่มขู่กัน
2. ห้ามหลีหญิง (ชาย) อื่นทั้งต่อหน้าและลับหลัง
1. อย่าโกหกในเรื่องสำคัญ ๆ เช่น โกหกว่าฐานะดีกว่าความเป็นจริง โกหกเกี่ยวกับความสัมพันธ์ในอดีต ฯลฯ จับได้ทีหลังมันเสียความรู้สึก

เจรจาตกลงไว้ตั้งแต่เริ่มต้นคบกันเป็นการป้องกัน การกระทบกระทั่งภายหลังในเรื่องที่อีกฝ่ายซีเรียส และหากเผลอทำผิดสนธิสัญญา อีกฝ่ายงอนก็ค่อยสมเหตุสมผลหน่อย เพราะได้คุยกันไว้ก่อนแล้วนี่ คนที่ผิดจงทำหน้าที่ง้อซะดี ๆ แบบนี้ถึงจะเป็นการงอนและง้อที่ควรแก่เหตุ

การคุยกันไว้ตั้งแต่ต้นแบบนี้ ไม่ได้ดีเฉพาะกับเรื่องงอน ๆ ง้อ ๆ เท่านั้นนะ ยังดีต่อความสัมพันธ์โดยรวมของคู่รักด้วย เพราะเมื่อรู้จุดอ่อนไหวของแต่ละฝ่าย แล้วจะได้ระมัดระวัง นอกจากนั้นการพูดคุยกันในเรื่องนี้ยังเป็นการ "หาระยะ" หรือช่องว่างเอาไว้หายใจของแต่ละฝ่ายด้วย อย่างเช่น ในเรื่องของการมาสายหรือขอเลื่อนนัด ถ้าตกลงกันไว้แต่ต้น ฝ่ายที่มีเหตุจำเป็นให้ต้องมาเลท จะได้ไม่เกร็งเกินไป ในการโทรมาเลื่อนเวลา หรือถ้าไปไม่ได้จริง ๆ ก็สามารถคุยกันด้วยเหตุด้วยผลได้ว่า เพราะอะไร แค่นี้ก็ไม่ต้องงอนกันให้เหนื่อยแล้ว

วันอังคารที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2553

อย่าร้องไห้ คำพูดที่ไม่ควรใช้กับเด็กผู้ชาย


เมื่อก่อนเราอาจจะชินกับคำว่า "ลูกผู้ชายต้องไม่ร้องไห้" กันใช่ไหมค่ะ แต่สงสัยว่าต่อไปคำนี้อาจจะใช้ไม่ได้ผลเท่าที่ควรแล้วล่ะ


เพราะการที่เมื่อเด็กผู้ชายร้องไห้ แล้วเราบอกเค้าว่า "เด็กผู้ชายเค้าไม่ร้องไห้กัน" ประโยคนี้จะค่อย ๆ ฝังเข้าไปในสมองเขาทีละเล็กทีละน้อยว่า เมื่อผู้ชายจะแสดงความอ่อนแอโดยการร้องไห้ไม่ได้ จนเขาอาาจะหันไปแสดงออกโดยการก้าวร้าวแทน เพราะส่วนใหญ่นั้นผู้หญิงจะไม่ค่อยเป็นคนก้าวร้าว หรืออาจจะไม่ก้าวร้าวใครก่อน

ดังนั้นเขาจึงอาจจะคิดว่าการแสดงพฤติกรรมที่ก้าวร้าวนั้นเป็นการแสดงออกในแบบลูกผู้ชาย ซึ่งเมื่อเขาโตขึ้นมาเขาอาจจะกลายเป็นคนที่ชอบใช้ความรุนแรง เมื่อมีอารมณ์โกรธอาจจะใช้กำลังเขาตัดสินปัญหาทันที หรือเป็นคนชอบออกคำสั่งก็ได้


เพราะฉะนั้นเมื่อเขาอยากจะร้องไห้ก็ให้เขาร้องออกมาเสียเถอะ เพราะที่สุดแล้วผู้ชายกับผู้หญิงก็มีความรู้สึกสุข ทุกข์ ดีใจหรือเสียใจได้ทั้งนั้น จริงไหมค่ะ ?





ที่มา
fwm

วันพุธที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

วันนี้คุณกอดใครแล้วหรือยัง ?




*" กอด"* คือเสื้อกันหนาวที่มีหัวใจ ?

*Hugging* is a jacket which has a heart.

ถึงแม้คอมพิวเตอร์จะทำได้แทบทุกอย่าง แต่ข้อเสียของมันก็คือ ลุกขึ้นมา *"กอด"* คุณไม่ได้
Although a computer can do almost everything but certainly, it cannot give you *?a hug?*.

ถ้าวันหนึ่งไม่มีเธอให้ *"กอด"* แล้วฉันจะโทษใครได้ ?
If one day you are not here to *hug*, who else should I blame?

*" กอด"* คือ การแสดงความเป็นเจ้าของที่น่ารัก ? *Hugging* is a cute expression between lovers.
แม้ชีวิตนี้คุณจะมีใครให้ *"กอด"* แม้เพียงคนเดียว นั่นก็เพียงพอแล้วสำหรับการดำรงชีวิต ? Even though you?ve got only one person in your life to *hug*, that?s enough.

*" กอด"* คือ การได้ให้และการได้รับพร้อม ๆ กัน ?
*Hugging* is at the same tim! e, the giving and receiving.

ในอนาคต *"กอด"* อาจหายากพอ ๆ กับเวลา ?
In the near future, *?hug?* might be as hard to find as ?time?. 

*" กอด"* ทำให้รู้ว่าเมื่อหัวใจอีกดวงมาเต้นอยู่ที่อกด้านขวาบ้างจะเป็นไง ? *Hugging* displays that ?there will be a heart beat of others which keeps beating while you hug? 
เมื่อคุณถูก *"กอด"* คุณจะตัวเล็กลง ?
When you are being *hugged*, you will be smaller. 

แต่เมื่อคุณ *"กอด"* คนอื่น คุณจะตัวใหญ่ขึ้น ?
BUT When you *hug* someone, you will be bigger. 

*" กอด"* คือคำว่า "ฉันอยู่นี่" ?
*Hugging* is ? I am here?. 

*" กอด"* ทำให้รู้ว่าเราไม่ได้อยู่คนเดียวบนโลก ?
*Hugging* displays that we are not alone in the planet. 
ภาษาพูดแทนความรู้สึกได้ดี แต่สำหรับบางเวลา *"กอด"* อาจเป็นตัวช่วยที่ดีกว่า ?
Speaking is the good way of feeling communication
but sometime *?hug?* might be a better assistance. 

*" กอด"* คือ การแลกเปลี่ยน "ความลับทางอารมณ์" ระหว่างกัน ?
*Hugging* is the exchange of two people? secret feelings and emotions. 

*" กอด"* ช่วยสลายทิฐิบางอย่างในใจเรา ?
*?Hugging?* disintegrates some conviction in our minds. 

เมื่อคุณกลับบ้าน สิ่งที่ควรทำหลังจาก ? สวัสดี ? คือ เข้าไป *"กอด"* คนที่คุณรัก ?
When you are arrived home, thing you should do besides saying ?hello? is *hugging* the one you love. 

บางครั้งเราไม่รู้หรอกว่าเราต้องการ *"กอด"* มากแค่ไหน จนกว่าจะได้เห็นคนอื่นเค้ากอดกัน ?
Sometime you may not realize to *hug* someone, once you observe it from others. 

*" กอด"* คือ ทางสายกลางของการแสดงออกซึ่งความรัก ? *Hugging* is a mind average of expression. 
*" กอด"* คือ การเต้นรำในจังหวะเดียวกัน ?
*Hugging* is the some rhythm of heart beating. 

*" กอด"* ทำให้รู้ว่ายังมีคนอ้วนกว่าเรา ? *Hugging* defines that ?there will be someone who has more weight than you?. 
สุดท้ายแล้วคนเราก็ต้อง *"กอด"* ตัวเองในที่แคบ ๆ 
วันนี้คุณกอดใครแล้วหรือยัง ?

fwdder

วันจันทร์ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

สาเหตุที่ทำให้คู่รักเลิกกันมากที่สุด



เอาแต่ใจตัวเอง


เป็นเรื่องธรรมดามาก ที่ทุกคนต้องเอาแต่ใจตัวเองกันอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าใครจะ เอาใจตัวเองมาก หรือน้อยเท่านั้นเองบางคนคิดว่าเป็นคนเอาแต่ใจตัวเอง น้อย แต่ความจริงแล้วมากเนี่ย ยิ่งแย่เข้าไปใหญ่เลย

ทำตัวเป็นเจ้าของมากเกินไป
การที่คุณแสดงตัวให้ใครต่อใครได้รู้ว่า คุณกับเขาเป็นแฟนกันเนี่ย ก็ไม่ใช่เรื่อง แปลก เพียงแต่บางครั้งคุณอาจแสดงความเป็นเจ้าของเขา ในลักษณะที่เป็นเงา ตามตัวกันเลย เช่น ไปไหนไปด้วย ตัวติดกันเป็นปาท่องโก๋ โดยไม่ให้เขามีเวลา ส่วนตัวแม้แต่นิดเดียว ก็อาจเป็นปัญหาได้เหมือนกัน

หึงแบบไร้ขีดจำกัด

คงจะห้ามกันได้ยาก เรื่องความหึงเนี่ย แต่ต้องมีลิมิตกันบ้างไม่ใช่ว่าเพื่อนคุยด้วยก็ยังหน้ามืดตามัว หึงขนาดนั้น คงจะไม่ไหว บางคนเข้าขั้นโทรเช็คตลอด เวลา อันนี้น่าเป็นห่วงมาก

บอกเลิกทุกครั้งที่ทะเลาะ

ส่วนใหญ่จะเกิดจากฝ่ายหญิงซะมากกว่า จริงๆ แล้วก็พูดแค่อยากให้เขามาง้อเท่า นั้น ซึ่งวิธีนี้จะใช้ได้ผลในช่วงแรกเท่านั้นแต่หลังๆ ล่ะก็ เอ้า.. อยากเลิกดีนัก เลิกเลยดีกว่า น้ำตาเช็ดหัวเข่าได้นะ

ไปเจ๊าะแจ๊ะกับคนอื่น

ถือได้ว่าคุณไม่ได้ให้เกียรติคนที่คุณรักเลย ซึ่งทุกคนก็ย่อมหยิ่งในศักดิ์ศรีของตัวเอง บางครั้งอาจทำ เพื่อให้อีกฝ่ายหึงเล่นๆ เป็นการคอนเฟิร์มว่าคุณเองก็มีค่า สำหรับพวกเขา แต่ต้องระวัง เพราะมองอีกมุมคือคุณไม่แคร์ความรู้สึกของเขาเลย และถ้าเป็นอย่างนั้น ก็ไม่รู้จะอยู่ด้วยกันไปทำไม อีกกรณีหนึ่งที่หญิงหรือชายไปชอบเพื่อนของฝ่ายหนึ่ง นอกจากจะทำให้มิตรภาพระหว่างเพื่อนแตกสะบั้นแล้ว คนอื่นจะมองคุณเป็นคนไม่ดีเอามาก ๆ ด้วย ข้อนี้ต้องคิดให้ดี
เชื่อเพื่อนมากเกินไป

บางครั้งเพื่อนก็ไม่อยากให้คุณมีแฟน ซึ่งก็โทษไม่ได้อีกนั่นแหล่ะ เพราะจากที่ เคยเจอกัน ทานข้าวด้วยกันทุกวัน ก็กลับกลายเป็นว่า คุณไปตัวติดกับแฟนแทน หรืออาจจะด้วยความหวังดีมากเกินไป ก็เลยคิดแทนคุณไปหมด ว่าแฟนคุณดีพอ สำหรับคุณหรือเปล่า
โกรธแล้วไม่พูดด้วย


เป็นสาเหตุที่ทำให้คู่รักเลิกรากันมากที่สุดเลยก็ว่าได้ อาการแบบนี้จะทำให้อีกฝ่าย รู้สึกว่าตัวเองไม่มีค่า หรือบางทีเรื่องที่โกรธอาจมาจากความเข้าใจผิด แล้วไม่พูด กัน ก็ไม่สามารถปรับความเข้าใจกันได้

นัดแล้วไม่เป็นนัด

การเลื่อนนัด ประเภท เลื่อนแล้วเลื่อนอีก หรือว่ามาเลทแบบ นัดเช้ามาบ่ายนัด บ่ายมาเย็น อาการแบบนี้เนี่ย บางคนเขารอบ่อยๆ รอไปรอมา เลิกรอตลอดไปเลยก็มีนะ

พูดจาข่มกันต่อหน้าคนอื่น

อาจจะเพียงแค่อำกันเล่น แต่บางคนอำกันแรงเกินไป อาจจะเกิดการทะเลาะกัน ได้ ซึ่งเป็นสาเหตุเล็กๆ ที่จะนำไปสู่ความบานปลายได้

โกหก

บางคนโกหกเป็นนิสัย ทั้งที่บางทีไม่ได้ตั้งใจ แต่ถ้าอีกฝ่ายเข้าใจก็คงไม่เป็นไร แต่ขอบอกว่าเรื่องอย่างนี้ น้อยคนนัก ถึงจะยอมเข้าใจ


ที่มา
สาระแนดอทคอม

วันจันทร์ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2553

10 ปีผ่านไปมีค่าเท่ากับ 1 วันที่เหลืออยู่



ความทรงจำเป็นสิ่งที่มีค่ามากสำหรับคนบางคน
โดยเฉพาะคนที่มีเวลาดีๆ ที่ใช้กับคนรัก
ยิ่งเป็นช่วงเวลาที่หลายคนหวงแหน
ต้องระลึกไว้ในความทรงจำ ต้องถนอมดูแลให้ดี

หลายคนจึงไม่อาจตัดใจจากวันเก่าๆ ได้เสียที
เพราะว่ามีความสุขกับการได้คิดถึงอะไรดีๆที่ผ่านไป
โดยลืมนึกไปว่าสิ่งที่ผ่านไปแล้วจะไม่มีวันย้อนกลับคืนมาได้อีก
หากจะต้องตัดใจลืมหรือเดินจากอดีตมาก็ไม่ได้อีก
เพราะเหตุผลที่ว่า "เสียดายเวลา" ที่คบกันมา

บางคนคบกันมานานจนแทบจำไม่ได้ว่า
เคยยิ้มให้กับความรักครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่
เพราะหลังๆ มาก็อยู่แต่กับความทุกข์
จนนึกภาพความสุขไม่ออกแต่ที่ไม่กล้าเลิกเพราะยังคิดถึงวันเก่าๆ
แค่เสียดายเวลาที่คบกันมาเนิ่นนาน
โดยไม่คิดเลยว่า ทุกๆวันของวันนี้ พรุ่งนี้และวันต่อๆไป
ก็จะกลายเป็นเพียงวันเก่าๆ ที่น่าเสียดาย
และ...เวลาที่น่าเสียดายก็จะเพิ่มขึ้นๆ

จริงๆ แล้ว วันคืนในอดีต
ไม่ได้สร้างประโยชน์อะไรให้กับเราเลย
นอกจากมีไว้ให้ นึ ก ถึ ง
อาจจะทำให้เรายิ้มได้บ้าง แต่ทำให้เราคาดหวังไม่ได้
เราจะไปหวังว่าวันหนึ่ง วันเหล่านั้นจะกลับา
หรือจะไปเฝ้าฝันว่าความสุขเหล่านั้นยังคงเป็นปัจจุบัน
หรือหลอกตัวเองว่าตอนนี้ทุกอย่างยังคงเป็นเหมือนเดิม
จะยังไงก็แล้วแต่คือการหลอกตัวเองทั้งนั้น
ยอมรับเถอะว่าทุกอย่างได้ผ่านไปแล้ว และจบไปแล้ว
ความทรงจำเป็นเพียงภาพลวงตาเท่านั้น
เวลาที่ผ่านมาไม่ว่าจะ 1 ปี 5 ปี หรือกี่สิบปี
ก้อไม่ได้มีความหมายมากไปกว่า..
หนึ่งวันข้างหน้าที่เราจะต้องมีชีวิตใหม่
ที่เราจะต้องเริ่มต้นใหม่
เมื่อคนเราต้องอยู่กับปัจจุบัน
เพื่อที่จะสร้างอนาคตให้ตัวเองได้อยู่ในอนาคตที่ดี
เวลา 10 ปี กับวันคืนที่เคยหวานชื่น
ไม่ได้ยิ่งใหญ่ไปกว่า 1 วันแห่งการเริ่มต้น
1 วันแห่งการแปรเปลี่ยนชีวิตของเราทั้งชีวิต
ใ ห้ ดี ก ว่ า ที่ เ ป็ น

" หากจะเสียดายเวลาน่ะ ไม่ต้องเสียดายเวลาที่คบกันมาหรอก
ให้เสียดายเวลาในวันข้างหน้า
ที่จะอดทนคบไปทั้งที่ไม่มีอะไรแล้วจะดีกว่า
แล้วยังจะมาเสียดายอดีต..
นึกดูดีๆ ว่าเสียดายอนาคต ดีกว่าไหม "

teenee.com

วันพุธที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

อย่าโทษตัวเอง..จนไม่กล้าลุกขึ้นมาใหม่


อย่าโทษตัวเอง..จนไม่กล้าลุกขึ้นมาใหม่


ฉันอาจเป็นคนหนึ่งที่เคยสะดุดขาของตัวเองล้มลง!!!
ปกป้อง ปิดกั้น สร้างกำแพง ให้ใครต่อใครที่เข้ามาในชีวิตของฉัน "ทำร้ายฉันได้น้อยที่สุด
แต่แล้วทุกอย่างก็สะท้อนกลับมายังตัวผู้สร้าง..นั่นคือ..ฉันเอง.. วินาทีนั้นฉันมีแต่คำถามว่า
ทำไม ทำไม และทำไม....

ฉันคิดว่าหลายๆคนที่หันมาสนใจธรรมะ เพื่อหาที่พึ่งทางใจ ก็คงจะมีบ้างที่เกี่ยวกับ ..ความรัก..ความผูกพัน..ความพลัดพลาก.. ไม่มากก็น้อย แต่ก็ต้องบวกกับมองโลกในแง่ดีด้วย
เราถึงจะยิ้มได้จากหัวใจตัวเองให้กับสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับชีวิตประจำวัน
ยอมรับมันให้ได้ "เพราะมันคือส่วนหนึ่งของการเป็นอยู่"


ชีวิตคนเราจะมีใครไหมที่ไม่เคยผิดหวัง ไม่เคยก้าวพลาด หรือเสียใจเพราะตัวเองบ้าง
หากวันนี้คุณกำลังเสียใจอยู่ อย่าโทษใคร อย่าโทษความผิดที่เราให้อภัยตัวเองไม่ได้
บางทีอาจเป็นแค่ความผิดเล็กน้อย ที่ใครเคยทำไว้เป็นบทเรียนให้กับตัวเองมาแล้ว

ทุกครั้งที่เราส่องกระจก มันจะสะท้อนความจิงทั้งหมดออกมา แต่ขึ้นอยู่กับว่า เรากจะยอมรับความจริงที่เห็น ได้มากน้อยแค่ไหน กระจกเงาไม่เคยโกหกใคร
มีแต่ตัวเราเท่านั้นที่ชอบโกหกตัวเอง


หากเราไม่ยอมทิ้งบางสิ่งบางอย่างที่รั้งไว้ไม่ได้แล้ว เราก็คงไม่มีวันพบเจอสิ่งใหม่ๆ ในวันถัดมา หรือ..หากเราไม่เคยพลาดพลั้ง ..เราก็คงหมดโอกาสที่จะหัดลุกขึ้นมาได้ด้วยตัวเราเอง..


เราได้แต่ถามตัวเองว่า..จะอยู่คนเดียวได้ไหม ในวันที่ใครบางคนเดินจากไป
... เราแค่สูญเสียคนที่เคยเดินข้างๆเท่านั้น ... อย่างไร ขาเราก็ยังอยู่..อาจก้าวช้าลงบ้าง แต่ก็ยัง
ก้าวไปข้างหน้าได้อยู่ดี


ไม่เป็นไรนะ..ไม่เป็นไร

**แด่หลายๆคนที่กำลังรู้สึกทุกข์กับความรัก ยังไงซะตัวเราก็ยังคงเป็นตัวเรา
ชีวิตเราก็ยังเป็นของเรา
ให้ใครเลือกแทนเราไม่ได้ทุกเรื่องหรอกนะ**

"เพราะฉะนั้น..อยู่กับตัวเองให้ได้นะ"


แล้วทุกๆอย่าง..จะผ่านไป

.....................................................
แม้ชีวิตจะไม่เหลือใคร..จงเก็บใจไว้ให้ตัวเอง




ขอบคุณบทความจาก ธรรมจักร (อนิจจังจงเจริญ)

วันพฤหัสบดีที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

9 ข้อควรเว้น ถ้าไม่อยากเป็น ผู้หญิงน่าเบื่อ



เคร่งเครียดซีเรียสจัด
        ขอให้เชื่อเถอะว่าคนที่มีอารมณ์ขันสามารถทำให้คนอื่นหัวเราะไปได้น่ะ ใครๆ ก็อยากเข้าวง แล้วคุณล่ะเคยเล่าเรื่องสนุกๆ กุ๊กกิ๊กให้เพื่อนคิกคักบ้างหรือเปล่า ก็ไม่ต้องถึงกับขำก๊ากเป็นตลกคาเฟ่หรอก แค่ให้ยิ้มหัวกันได้ก็เป็นเสน่ห์แล้ว
        แต่ถ้าอยู่ในที่ทำงาน คุณก็หน้าเครียดวางท่าเอางานเอาการซะเต็มประดา พอเลิกงานคุณก็ยังวางหน้าอย่างนั้นอีก เฉยชามึนตึง ไม่รู้ที่เล่นทีจริงใครทักก็พูดด้วยอย่างแกนๆ ไม่มีมนุษย์สัมพันธ์ ฯลฯ ลองเป็นแบบนี้ก็ไม่นานหรอกใครๆ จะตีกรรเชียงออกห่างจากคุณ เพราะหาความรื่นรมย์ไม่เจอเลยสักกระติ๊ด...เซ็งค่ะ


ขบกัดสะบัดเขี้ยว
มีนิสัยชอบจับผิดคนอื่น แล้วก็วิพากษ์วิจารณ์ออกมาตรงๆหรือเก็บเอาไปนินทาลับหลัง ถึงแม้ว่าคุณจะรู้จริงแล้วอดวิจารณ์ออกมามาได้ หรือว่าวิจารณ์เพราะคุณขี้อิจฉามีปมด้อยให้ใครดีใครเด่นไม่ได้ ต้องหาเหตุมาตำหนิติเตียนจนได้ แน่ล่ะ! คนที่ฟังคุณอยู่ก็ย่อมเอิ๊กอ๊ากสะอกสะใจไปด้วย แต่แล้วพวกที่ฟังนั้นแหละจะค่อยๆ ขยาดปากคุณ ไม่อยากจะคบด้วยเพราะเกรงว่าจะถูกคุณเก็บไปเป็นเหยื่อลับหลังไงคะ


ชอบจุ้นจ้านสั่งสอน
พวกนี้น่าจะไปเป็นอาจารย์แนะแนวหรือคุมห้องปฎิบัติการซะให้รู้แล้วรู้รอด เพราะไปที่ไหนก็อดไม่ได้ที่จะแนะนำสั่งสอนเช่น ไปบ้านเพื่อนก็เล็งแลไปทั่วห้องรับแขก แล้วก็แนะเชียวว่าม่านหน้าต่างไม่เหมาะยังไง โต๊ะรับแขกตั้งมุมนี้ไม่เหมาะ ตู้โชว์ใบนั้นก็ไม่เข้ากับเครื่องลายครามที่อยู่ในตู้ ฯลฯ ต้องยังงั้นยังงี้ถึงจะถูกต้อง บางทีแนะไปถึงเรื่องอาชีพของสามี เพื่อน และการเรียนของลูกเพื่อนด้วยกันอีกแน่ะ ว่าควรทำไอ้โน่นจะรวยเร็วกว่า หรือว่าเรียนไอ้นี่จะหางานทำง่ายกว่า ชะดีชะร้ายกับสั่งสอนเพื่อนผู้เป็นเจ้าของบ้านว่า เธอต้องอ้วนกว่านี้อีกนิดหรือผอมกว่านี้อีกสักหน่อย ไม่งั้นฝาละมีเธอไปมีเมียน้อยแน่ๆ เฮ้อ...อีแบบนี้ใครอยากจะเปิดประตูต้อนรับในคราวต่อไปอีกละคะ...ถามตรงๆ เถอะ


ช่างติแถมขี้บ่น
         นี่ก็เป็นคนอีกประเภทหนึ่งที่ทำลายเสน่ห์ของตัวเองให้เหือดหายไปได้อย่างชะงัดดีนัก ซึ่งโทษใครไม่ได้นอกจากตัวเอง เพราะไม่มีใครเขาจ้างวานใช้เลยสักนิกเดียว แต่เกิดขึ้นเพราะตัวเราเอง จิตไม่ว่าง แถม ผีเจาะปาก มาให้พูด คนประเภทนี้เห็นอะไรนิดหน่อยก็สามารถติได้เป็นคุ้งเป็นแคว เรียกว่าอะไรผ่านเข้ามาในสายเป็นจับมาเป็นข้อติฉินได้หมด จะมีมูลความจริงหรือเปล่า สมเหตุสมผลหรือไม่ ไม่สนใจ ขอให้ได้ติได้ประเมินค่าในขั้นต่ำหรือในแง่ลบไว้ก่อนเป็นพอใจ อีกพวกหนึ่งเป็นพวกที่ไม่ติอะไรตรงๆ หรือรุ่นแรง แต่ชอบบ่น บ่นได้สารพัดเรื่อง ขี้หมูรา ขี้หมาแห้ง ฝนตกก็บ่นหยุดก็บ่นอีก เช่น เดินเข้าไปในกลุ่มเพื่อนๆ ที่เขากำลังคุยกันเพลินๆ เรื่องอะไรอยู่ก็ไม่สนใจแล้วเปิดปากบ่นเรื่องรถติดทำให้มาช้าเป็นวรรคเป็นเวร แล้วก็บ่นต่อเรื่องแอร์ในห้องทำไมไม่ค่อยเย็น... โอ๊ย!
     สารพัดจะหยิบยกขึ้นมาบ่น แล้วเพื่อนหน้าไหนล่ะคะจะทนฟัง คนอย่างนี้แหละที่เพื่อนจะหายหน้าไปทีละคนสองคนจนหมดเพื่อน ถ้ามีสามี...สามีอาจจะขอปลีกวิเวกไปนั่งวิปัสสนาในคาราโอเกะก็ได้ สบายหูกว่าฟังเสียงบ่นเยอะเลย


ไม่เห็นความสำคัญของใคร
      คติเก่าๆ ที่ยังขลังอยู่เสมอคือ ถ้าอยากให้เขารักคุณ คุณก็ต้องรักเขาก่อน เป็นจิตวิทยาขั้นพื้นฐานเลยทีเดียว... หากคุณต้องการเป็นที่รักของใคร คุณก็ต้องรู้จักเป็นผู้ฟังที่ดีในขณะที่เขาพูด แสดงความสนใจในสิ่งที่เขาพูดเล่า ถ้าเสริมคำถามที่เหมาะเจาะได้ด้วยยิ่งดี
       แต่ถ้าขณะที่เขาพูดอยู่นั่นคุณทำเป็นเมินเฉย ไม่ใส่ใจที่จะฟังหรือเมินมองไปทางอื่น ทำเหมือนกับว่าที่เขาพูดอยู่นั้นเป็นเสียงนกแก้วนกขุนทองไม่เห็นจะน่าสนใจเลย ถ้าคุณยังทำอย่างนี้กับหลายๆ คน อีกหน่อยคุณก็จะกลายเป็นคนที่ถูกเมินเหมือนกัน ในเมื่อคุณไม่เห็นความสำคัญของคนอื่นได้ คนอื่นเขาก็คิดและทำอย่างคุณเป็นเหมือนกัน...เกลือจิ้มเกลือว่างั้นเถอะ


อะไรๆ ก็รู้ไปหมด
        ความรอบรู้ของคนเราน่ะพอจะแบ่งออกเป็นได้ 2 ประการคือ รู้เรื่องชาวบ้าน ใครทำอะไร ที่ไหน เมื่อไหร่โดยเฉพาะเรื่องไม่ดีไม่งาม คุณทำเป็นรู้หมด แถมยังทำตัวเป็นหอกระจายข่าวเอาไปนินทาโพนทะนาให้คนอื่นๆ รู้ต่ออีกด้วย ซึ่งใครๆ ก็อยากฟังเพราะเรื่องพรรค์นี้อร่อยรูหู แต่ลึกๆ ลงไปแล้ว พวกที่ฟังคุณอยู่นั้นก็ชักไม่ไว้วางใจคุณ ไม่อยากจะคบด้วย ถ้าต้องคบก็คบอย่างผิวเผินเพราะเกรงว่าถ้าสนิทมากๆ แล้วคุณจะเอาความไม่ดีของเขาไปแฉโพยในวงอื่น

       ส่วนอีกประเภทหนึ่งคือ รู้เรื่องเนื้อหาสาระทั่วไป เช่น ข่าวสารบ้านเมือง เรื่องศิลปะบังเทิง กีฬา แฟชั่น ดูโหงวเฮ้งก็ได้ ดูลายมือก็เป็น ฯลฯ ครอบจักรวาลไปหมดจนกลายเป็นสารานุกรมเคลื่อนที่ ถามอะไรตอบได้หมด ซึ่งก็น่าภาคภูมิใจไม่น้อยที่มีภูมิรู้
      แต่บางทีการแกล้งไม่รู้ซะบ้างจะทำให้คุณมีเสน่ห์มากขึ้นไม่ใช่พอ ใครๆ พูดอะไรขึ้นมาคุณก็แจงเพิ่มแบบว่ารู้จริงรู้สึกมากกว่า หรือใครพูดอะไรคลาดเคลื่อนนิดๆ หน่อยๆ คุณก็ไม่ยอมปล่อยไปแต่กลับหักล้างแก้ไขทันควันโดยไม่เห็นแก่หน้าใครเลย...ระวังเถอะสักวันหนึ่งจะไม่เหลือใครนั่งฟังความรู้ของคุณเลยสักคน แล้วจะเหงาปาก เว้นเสียแต่คุณจะเปลี่ยนอาชีพไปเป็นครูบาอาจารย์ก็แล้วไป


ถือตัวเองเป็นใหญ่
ถ้าคุณคาดหวังจะให้ทุกคนเออออห่อหมกไปกับคุณทุกอย่าง เห็นพ้องด้วยกับคุณทุกประเด็นที่คุณเสนอ หรือชี้แนะหรือนิยมชมชอบในสิ่งเดียวกับคุณ ฯลฯ นั้นถือได้ว่าคุณคาดหวังมากเกินไปแล้ว เพราะแต่ละคนก็มีสติปัญญา มีความคิดความเชื่อ และรสนิยมเป็นของตัวเอง พอไม่ได้ดังใจคุณก็โกรธเขา โดยไม่ยอมเปิดใจให้กว้างฟังเหตุผลของคนอื่นๆ

ถ้าคุณยังถืออัตตาธิปไตยเหนือประชาธิปไตยอย่างนี้ละก็ต่อไปคุณก็ได้อยู่คนเดียวสมใจ เพราะไม่มีใครยอมให้คุณจูงจมูกหรอก หากว่าเขาไม่ได้หวังผลประโยชน์อะไรบางอย่างจากคุณ ที่มันคุ้มกับการแกล้งโง่!


มองโลกในแง่ร้าย
      อันที่จริงคนที่มองโลกหรือมองคนอื่นในแง่ร้ายไว้ก่อนนั้น พอจะกล้อมแกล้มอ้างได้ว่าเป็นคนถี่ถ้วนรอบคอบไม่ประมาณ เป็นการกันไว้ดีกว่าแก้ นั้นก็ไม่ว่ากัน แต่ถ้าคุณเห็นอะไรเลวร้ายน่าหวดระแวงขวางหูขวางตาหรือไม่น่าไว้วางใจไปหมด
      เช่น เพื่อนจริงใจด้วยคุณก็หาว่าเขาเสแสร้งแกล้งทำ เพื่อนเก่าแวะมาเยี่ยมก็วิตกร้อนรุ่มว่าเขาจะมายืมเงินหรือเปล่า อะไรทำนองนี้ จะทำให้คุณขาดเพื่อนลงไปเรื่อยๆ เพราะคุณเห็นใครก็ระแวงไปหมดจนไม่อยากคบใคร ถ้าเป็นอย่างนี้ล่ะก็ ตัวคุณเองนั้นแหละจะเสียทั้งเพื่อนและเสียทั้งสุขภาพจิต ลองหัดมองโลกและคนอื่นในแง่ดีบ้าง
     ถึงแม้พวกเขาจะมีส่วนไม่ดีอยู่บ้างก็ควรอภัยซะ โดยถือคติที่ว่า ไม่มีใครดีพร้อม แม้แต่ตัวเราเองถ้าทำได้อย่างนี้คุณก็จะเป็นคนน่าคบในหมู่เพื่อน และคุณเองก็จะคบคนได้ง่ายมากขึ้นด้วย


โอเว่อร์เกินไป
จะว่าไปก็เหมือนพวกที่ไม่รู้จักทางสายกลาง หรือไม่รู้จักกาลเทศะนั้นแหละ คือชอบทำอะไรที่มันเกินพอดี...แต่ตัวหรูเริ่ดไปซะทุกงาน อวดเก่ง อวดรู้จนน่าหมั่นไส้ พูดมาก หัวเราะมาก ร้องไห้มากจนน่ารำคาญ เพราะไม่สมเหตุผล เสแสร้งประจบสอพลอจนจับได้ ชวนให้เอียน บ้างก็บ้าอำนาจหลงตัวเอง ยกตนข่มท่าน หรือชอบแนะชอบสอนจนไม่มีใครอยากเข้าใก้ล ฯลฯ แล้วจะโทษใครถ้าต้องถูกปล่อยเกาะ







เพียงแค่นี้ก็คงเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนเพียงพอแล้วนะคะว่าทำไมบางคนจึงมีเพื่อนน้อยลงเรื่อยๆ

ลองสำรวจตัวเองนะคะ ถ้ามีข้อหนึ่งข้อใดหรือหลายข้ออยู่ในพฤติกรรมของคุณละก็ เปลี่ยนเสียเถอะค่ะ แล้วคุณจะกลายเป็นที่รักของใครต่อใครเพิ่มมากขึ้นอย่างนึกไม่ถึงทีเดียว...เริ่มวันนี้เลยนะคะ..??






ที่มา
หนังสือคู่รักคู่ชีวิต

วันอังคารที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

บทความ ทางออก...ยามถังแตก!



ทางออก...ยามถังแตก! (momypedia)

ต้องคิดหาวิธีในการสร้างรายได้ให้กับตัวเองเพื่อความอยู่รอด

แม้คำพูดที่ว่า "เงินทองเป็นของนอกกาย" ให้ความหมายราวกับว่าเรื่องเงินๆ ทองๆ นั้นไม่สำคัญอะไรมากนัก ซึ่งขัดแย้งกับความเป็นจริงที่เกิดขึ้นกับครอบครัวในยุควัตถุนิยม ที่ทุกๆ คนต้องอยู่รอดท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของกระแสโลก ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าทุกก้าวที่ออกจากบ้านล้วนแต่ต้องใช้เงินทั้งสิ้น

เงินทองของสำคัญ

เมื่อคนส่วนใหญ่มีคำตอบที่ชัดเจนเรื่องเงินๆ ทองๆ แล้วว่าสำคัญกับตนเองมากน้อยแค่ไหน จึงต้องคิดหาวิธีในการสร้างรายได้ให้กับตัวเองเพื่อความอยู่รอด อาชีพต่างๆ จึงเกิดขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ ใครมีความสามารถมากก็มีโอกาสกอบโกยได้มาก ส่วนคนที่มีโอกาสน้อยก็ต้องก้มหน้าก้มตาต่อสู้เพื่อตนเองและครอบครัว

ความแตกต่างของรายได้ที่เกิดขึ้นกับทุกๆ ครอบครัวในประเทศไทย คือเหตุผลที่บอกได้ว่า มีทั้งครอบครัวที่มีความเป็นอยู่อย่างสุขสบาย และครอบครัวที่ต้องดิ้นรนกระเสือกกระสนเพื่อให้มีชีวิตอยู่ได้ต่อไปถึงวันพรุ่งนี้ แม้ว่าคุณแม่ที่กำลังอ่านคอลัมน์นี้อยู่อาจไม่ได้ถูกจัดอยู่ในกลุ่มที่ต้องเหน็ดเหนื่อยกับการดิ้นรนมากนัก แต่ดิฉันเชื่อว่าบางครั้งครอบครัวส่วนใหญ่ก็พบกับเหตุการณ์ชักหน้าไม่ถึงหลัง โดยเฉพาะช่วงปลายเดือนที่หลายคนต้องพบกับสภาพคล่องทางการเงินไม่สมบูรณ์ หรือพูดง่ายๆ ว่า เงินขาดมือ หรือเงินช๊อต นั่นเอง

เมื่อต้องเขียนถึงเรื่องนี้ดิฉันจึงกลับไปค้นงานวิจัยพฤติกรรมของผู้บริโภคเรื่องหนึ่ง ที่ต้องเก็บข้อมูลเรื่องชีวิตความเป็นอยู่ของลูกค้าทั่วประเทศ คนเหล่านี้มีทางออกอย่างไรเมื่อไม่มีเงิน ดิฉันเชื่อว่าข้อมูลดังกล่าวหากนำมารวมกับแนวความคิดในการแก้ไขและป้องกันปัญหาอย่างถูกต้อง น่าจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ทำให้คุณแม่มีความรอบคอบในการแก้ปัญหาเรื่องเงินๆ ทองๆ กันมากขึ้น

ทางออกยามช็อตเงิน

แน่นอนว่าในช่วงที่ใครก็ตามที่ตกอยู่ในสภาพขัดสน ดิฉันเชื่อว่าไม่มีใครยอมอดตายอย่างแน่นอน ไม่ว่าคุณจะมีวิธีหาเงินมาชดเชยอย่างไร เชื่อว่าวิธีที่จะกล่าวต่อไปนี้จะช่วยให้คุณมีเงินมาสำรองในครอบครัวอย่างเสมอต้นเสมอปลายมากขึ้น

ยืมคนที่รู้จักเป็นวิธีที่นิยมมากที่สุด สำหรับคนที่ใช้เงินหมดก่อนกำหนด ข้อดีของการยืมเงินคนใกล้ชิดไม่ว่าจะเป็นเพื่อนสนิท ญาติพี่น้อง เจ้านาย เพื่อนบ้าน ฯลฯ คุณอาจไม่ต้องเสียดอกเบี้ย โดยเฉพาะถ้าคุณเป็นคนที่เขารักและไว้วางใจ คงไม่มีใครใจร้ายคิดดอกเบี้ยอย่างแน่นอน (เว้นแต่คุณจะคบอยู่กับคนหน้าเลือด) ซึ่งส่วนใหญ่มักคิดว่าเป็นการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน แต่ข้อควรระวังสำหรับผู้ที่ชอบยืมเงินคนอื่นอยู่เสมอๆ ให้ตระหนักไว้ก็คือ คุณต้องพยายามรักษาคำพูดและสัญญา บอกว่าจะใช้คืนเมื่อไหร่ก็ต้องตรงต่อเวลา เมื่อใดก็ตามที่คุณทำให้ตัวเองเสียเครดิต นอกจากคุณจะหมดความไว้วางใจจากกลุ่มบุคคลใกล้ชิดแล้ว คุณอาจเสียเพื่อนหรือคนที่รักและไว้ใจได้ เพราะเรื่องเงินๆ ทองๆ ไม่เข้าใครออกใครค่ะ

สำหรับข้อดีของกลุ่มตัวอย่างที่เลือกวิธีนี้ เขาและเธอส่วนใหญ่ก็เห็นความสำคัญเรื่องการรักษาเครดิตของตัวเอง ใครจะเลือกใช้วิธีนี้ก็ไม่มีใครสงวนลิขสิทธิ์ค่ะ

พึ่งโรงรับจำนำ หากคุณอายเพราะไม่อยากให้ใครรู้ว่าถังแตกและไม่กล้ายืมคนที่รู้จัก ก็ลองกลับไปสำรวจดูที่บ้านว่ามีของมีค่าอะไรบ้างที่พอจะนำไปเปลี่ยนเป็นเงิน ได้ การเข้าไปพึ่งพาโรงรับจำนำ ในปัจจุบันนี้ไม่ใช่เรื่องที่น่าอาย ซึ่งเดี๋ยวนี้มีทั้งของรัฐบาลและเอกชนเปิดไว้บริการเพื่อเป็นอีกทางเลือก หนึ่งสำหรับคนที่อยู่ในภาวะเงินช็อต

ข้อดีของวิธีนี้อาจทำให้คุณไม่เสียหน้ามากนัก และก็เสียดอกเบี้ยในอัตราที่ถูกกำหนดโดยกฎหมายซึ่งถือว่าไม่มากนัก หากเปรียบกับการกู้นอกระบบแล้วยังดีกว่ากันเยอะ ดังนั้น ในช่วงที่พอจะมีเงินก็ควรซื้อของมีค่าเก็บไว้บ้าง ไม่ว่าจะเป็นทอง เพชร นาฬิกา หรือสิ่งของอื่นๆ ที่มีมูลค่า แต่วิธีการพึ่งพาโรงรับจำนำอาจทำให้คุณสูญเสียของรักของหวงไปชั่วขณะ เช่น ทองที่เคยใส่อวดชาวบ้านก็ต้องนำไปฝากไว้กับโรงจำนำ หรือแม้แต่โทรทัศน์ที่เคยเป็นศูนย์กลางทำให้ครอบครัวมีความสุข ก็อาจต้องไปขอดูจากเพื่อนบ้าน แล้วให้เหตุผลว่าโทรทัศน์เสียต้องเอาไปซ่อม หรือแม้แต่อีกหลายเหตุผลที่ทำให้สิ่งที่คุณเคยมีอยู่แล้วต้องไปอยู่กับคนอื่นชั่วคราว

นี่แหละคือข้อดีของการสะสมของใช้มีค่าในช่วงที่มีรายได้ เพราะคนจำนวนมากมักจะให้ความสำคัญกับอนาคตด้วยการซื้อของที่มีคุณค่าเก็บไว้เพื่อเปลี่ยนเป็นเงินได้ในยามจำเป็น

อาศัยเงินกู้ แต่ถ้าสำรวจดูแล้วพบว่าไม่มีอะไรที่มีค่าเพียงพอสำหรับเงินก้อนที่จะต้องใช้ ให้ทันยามคับขัน ดิฉันขอรายงานว่าผู้บริโภคส่วนใหญ่นั้นเลือกการพึ่งพาระบบเงินกู้

ทุกวันนี้การกู้เงินมีให้เลือกทั้งการกู้นอกระบบและในระบบ อย่างไรก็ตาม สาเหตุที่คนส่วนใหญ่ยอมที่จะกู้นอกระบบก็เพราะมีข้อดีตรงที่ไม ต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกันมากนัก หรือไม่ต้องมีเอกสารรับรองทางด้านการเงิน จึงทำให้ระบบเงินกู้ทั้งรายวันรายสัปดาห์และรายเดือนเกิดขึ้นให้เห็นอยู่อย่างต่อเนื่อง แต่การเข้าไปพึ่งพาระบบดังกล่าวก็ต้องระมัดระวังเรื่องความสามารถในการใช้หนี้คืน เพราะมีกรณีตัวอย่างที่โหดเหี้ยมเกิดขึ้นให้เห็นมาแล้ว

หากคุณมีคุณสมบัติเพียงพอที่จะกู้ในระบบ ดิฉันก็ขอแนะนำให้คุณรีบติดต่อกับสถาบันการเงินหรือไฟแนนซ์ ซึ่งปัจจุบันนี้มีบริการเงินกู้ในลักษณะต่างๆ ให้เลือกใช้บริการมากมาย และธุรกิจดังกล่าวก็แข่งขันกันเพื่อดึงดูดให้กลุ่มเป้าหมายเข้าไปใช้บริการ ไม่ว่าจะเป็นกู้ง่าย ผ่อนนานสบาย หรือดอกเบี้ยต่ำ ฯลฯ แต่การเข้าไปพึ่งพาระบบดังกล่าวก็ต้องศึกษารายละเอียดและเงื่อนไขต่างๆ ให้รอบคอบ เพราะบางบริษัทได้กำหนดค่าธรรมเนียมและค่าปรับ ค่าทวงและติดตามค่อนข้างสูง แม้ว่าจะโฆษณาว่าดอกเบี้ยถูกก็ตาม แต่เมื่อรวมกับค่าธรรมเนียมต่างๆ แล้ว ระบบนี้ก็มักจะเอาเปรียบผู้บริโภคเสมอ ดังนั้น จึงต้องระมัดระวังให้ดี ทางที่ดีก็ควรใช้หนี้คืนให้ตรงตามเวลาที่กำหนด หรือหากถูกเอารัดเอาเปรียบจากการบริการดังกล่าว ก็ต้องหาทางไกล่เกลี่ยและขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหรือสำนัก งานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค

ประหยัด พอเพียง...ทางออก

ดิฉันเชื่อว่าทุกๆ ครอบครัวจะมีทางออกเป็นของตนเอง เมื่อใดก็ตามที่ต้องเข้าข่ายเงินทองขัดสน ผู้นำครอบครัวก็ต้องมีทางออกที่ดีและถูกต้องเสมอ ไม่ว่าคุณจะมีวิธีการหาเงินมาจุนเจือครอบครัวด้วยวิธีใดก็ตาม ดิฉันขอแนะนำว่าการปลูกฝังให้ทุกคนรู้จักตัวตนที่แท้จริงของตนเอง ก็จะทำให้ทราบว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นและมีเรื่องเงินเข้ามาเกี่ยวข้อง และจะมีวิธีการอย่างไรเพื่อป้องกันมิให้เกิดปัญหาดังกล่าวซ้ำซ้อนเเละซ้ำซาก เช่น คุณไม่ควรทำตัวเป็นคนน่าเบื่อในกลุ่มเพื่อนๆ อย่าให้เขารู้สึกว่าเจอหน้าที่ไรก็ต้องยืมเงินทุกครั้ง อย่าลืมนะคะว่า "ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน" คือวิธีที่จะทำให้ทุกคนมีความสุขในการดำเนินชีวิต

นอกจากนี้แล้วการปฏิบัติตนตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ที่ทรงพระราชทานคำแนะนำให้ใช้ชีวิตอย่างพอเพียง ใครก็ตามที่รู้ว่าความพอเพียงของตนเองอยู่ตรงไหน ดิฉันเชื่อว่าเรื่องเงินๆ ทองๆ จะไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป

อย่างไรก็ดี ดิฉันขอเเนะนำให้ครอบครัวที่ต้องดิ้นรนและต่อสู้กับสภาพเศรษฐกิจในทุกวันนี้ ได้ประคับประคองและดูแลเรื่องรายรับและรายจ่ายให้ละเอียดมากขึ้น ทางออกของการไม่มีเงินนั้น อาจไม่ใช่วิธีการหาเงินมาด้วยวิธีต่างๆ เสมอไป แต่การค้นหาว่าจะอยู่อย่างไรให้มีความสุขท่ามกลางการกินอยู่ที่ประหยัด ก็จะช่วยได้ไม่น้อยเลยนะคะ

หากทุกๆ ครอบครัวรู้จักกิน รู้จักใช้อย่างพอเพียง คงเข้าใจเป็นอย่างดีว่า การรู้จักเก็บออมนั้นมีความสำคัญต่ออนาคตของครอบครัวอย่างไร?



ขอขอบคุณข้อมูลจาก
โดย: ดร.กฤษติกา คงสมพงษ์

วันเสาร์ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2553

ข้อคิดดี ๆ จากผู้ที่ประสบความสำเร็จ‏




ผมบอกพนักงานอยู่เสมอ คือในโลกนี้ ไม่มีคนไหนเก่งไปตลอดกาล
วันนี้คุณอาจเก่ง แต่พรุ่งนี้ อาจมีคนเก่งกว่าคุณ เพราะฉะนั้น
คนใดก็ตามที่ภูมิใจว่า ตนเองเก่ง จงจำเอาไว้ได้เลยว่า
ความหายนะใกล้มาถึงตัวคุณแล้วความโง่คืบคลานมาใกล้ตัวคุณแล้ว
------------ --------- --------- --------- --------- ธนินท์ เจียรวนนท์


ผมพร้อมจะเป็นน้ำนิ่ง อาจมีเขื่อนมาขวางหน้า แต่ถ้าวันใด
ที่เขื่อนนั้นเปราะบางและโอกาสแห่งการสำแดงพลังมาถึง
ผมก็พร้อมจะกลายเป็นกระแสน้ำที่เชี่ยวกรากโหมกระหน่ำใส่ทุกสิ่งที่ขวางกั้น
แม้กระทั่งเขื่อนที่ครั้งหนึ่งผมเคยสยบยอมก็ตาม
------------ --------- --------- --------- --------- เจริญ สิริวัฒนภักดี

ถ้าคุณอดทน เพื่อจะทำอะไรสักอย่างให้สำเร็จ
คุณจำเป็นอย่างมากที่จะต้องลงมือศึกษาเรื่องนั้นๆ อย่างเป็นจริงเป็นจัง
แต่ถ้าคุณไม่อดทน โอกาสที่คุณจะผิดพลาดก็ย่อมมีสูงเช่นกัน
------------ --------- --------- --------- ------- อนันต์ กาญจนพาสน์


จงเดินไปหาภูเขา อย่าให้ภูเขาเดินมาหาเรา เพราะผมคิดว่า
ปกติผู้บริหารทั่วไปมักจะเรียกพนักงานมาประชุมกับเรา
มันเหมือนเราย้ายพนักงานทั้งกองทัพมาหาเรา แต่สำหรับผมผมจะเดินไปหาเขา
ผมบอกลูกน้องของผมว่าเราต้องเดินไปหาลูกค้า อย่าให้ลูกค้ามาหาเรา
------------ --------- --------- --------- -------- พรเทพ พรประภา

ในเรื่องของการพิจารณา ความดีความชอบ
ผมจะฟังเสียงตอบรับจากลูกค้าเป็นหลักว่าลูกน้องแต่ละคนทำงานลงไปแล้วลูกค้า
พอใจแค่ไหนอย่างไร
ผมจะไม่เชื่อหัวหน้าอย่างเดียวเพราะถ้าเกิดหัวหน้าบางคนไม่ชอบลูกน้องอาจ
เกิดกรณีหัวหน้าแกล้งลูกน้องได้
------------ --------- --------- --------- ------ ประกิต อภิสารธนรักษ์

ผมมีหลักของอาจารย์ที่สอนผมอย่างหนึ่งว่า มนุษย์เกิดมาไม่มีใครเก่งที่สุด
ดีที่สุด หรือแม้แต่เลวที่สุด
เพราะคนที่ดีสุดและเลวที่สุดได้ตายจากโลกนี้นานแล้ว
คนที่เหลืออยู่จึงเป็นเพียง ชีวิตที่มีขึ้นมีลงอย่างเดียว
------------ --------- --------- --------- -- ไชยวัฒน์ เหลืองอมรเลิศ

ไม่ว่าคุณจะทำอะไรก็ตามคุณต้องศึกษาให้รู้แจ้งเสียก่อน ก่อนที่จะลงมือทำ
และเมื่อลงมือทำแล้ว ก็ต้องทำให้จริงๆ จังๆให้มันรู้ไปเลยว่า
เราทำไม่ไหวแล้ว
------------ --------- --------- --------- --------- - ชวน ตั้งมติธรรม

1. จงเผชิญกับความจริงอย่างที่เป็นอยู่ มิใช่อย่างที่คุณอยากเป็น
2. จริงใจกับทุกคน
3. อย่าเป็นแค่นักบริหารแต่จงออกไปนำทัพ
4. จงเปลี่ยนแปลงก่อนที่เหตุการณ์จะบังคับให้ต้องเปลี่ยน
5. ถ้าท่านไม่มีจุดแข็ง หรือข้อได้เปรียบจงอย่าแข่งกับเขา
6. จงคุมชะตาด้วยตนเองมิฉะนั้น ผู้อื่นจะมาคุมแทน
------------ --------- --------- ------ ท่านผู้หญิงนิรมล สุริยสัตย์

ในการทำงานใดๆ ไม่ว่าจะเป็นลูกจ้าง
หรือนายจ้างควรจะรับฟังความคิดของผู้ร่วมงานเสมอ
การเปิดใจรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น
คือเป็นการเพิ่มประสบการณ์อื่นเป็นความรู้
นอกเหนือจากที่ได้รับมาจากการเอาเปรียบผู้อื่น
ไม่ใช่ความสำเร็จที่แท้จริง
------------ --------- --------- --------- -------- โพธิ์พงษ์ ล่ำซำ

ที่ชอบเป็นพิเศษ คือคำพูดของซุนวู่ ที่บอกว่า รู้เขา รู้เรา
รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง ผมฟังปุ๊บ รู้สึกประทับใจทันทีและเข้าใจว่า
คนเราถ้าอยู่ใกล้ใคร มักอยากเป็นแบบนั้น
ตอนนั้นจำได้ว่าผมอยากเป็นนักเขียนมาก
แต่ที่ได้รับคำแนะนำว่าถ้าคุณอยากเขียนหนังสือจงเริ่มต้นจากสิ่งที่คุณรู้
ก่อนเป็นอันดับแรก
------------ --------- --------- --------- ----- อมรเทพ ดีโรจนวงศ์

อีก 1 เรื่อง
เรื่องมีอยู่ว่าชาวนาจีนแก่ ๆ
คนหนึ่งเดินไปตามถนนบนบ่ามีมีไม้พาดอยู่และที่ปลายไม้นั้นก็มีหม้อดินใส่แกง
จืดเต้าหู้ผูกห้อยไว้ ขณะที่เดินไปเขาเกิดสะดุดก้อนหิน
และหม้อดินก็หล่นลงกระทบพื้นแตกกระจัดกระจายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย
ชาวนาผู้เฒ่าคนนี้ก็ลุกขึ้นแล้วก้มหน้าก้มตาเดินต่อไป
โดยไม่แสดงความรู้สึกใด ๆ
ชายหนุ่มคนหนึ่งที่เห็นเหตุการณ์รีบวิ่งมาหา แล้วพูดด้วยความตื่นเต้นว่า
"นี่ ๆ พ่อเฒ่าท่านไม่รู้หรือว่าหม้อดินหล่น"
ชายชราหันไปตอบว่า "ฉันรู้ ฉันได้ยินเสียงมันหล่นอยู่"
ผู้อ่อนอาวุโสมีสีหน้าประหลาดใจเมื่อได้ยินคำตอบเช่นนั้น
"อ้าวแล้วทำไมท่านไม่ย้อนกลับไปทำอย่างใดอย่างหนึ่งล่ะ"
สีหน้าของผู้เฒ่ายังเป็นปกติขณะที่ตอบชายหนุ่มด้วยคำพูดที่หนักแน่นชัดเจนว่า
" ก็หม้อดินมันแตกแล้วแกงจืดก็ไม่เหลือแล้วจะให้ฉันทำอะไรอีกล่ะ"
พูดจบชายชราผู้มากด้วยประสบการณ์ชีวิตก็ย่างเท้าก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง
วันวานนี้สิ้นสุดลงตั้งแต่เมื่อคืนนี้แล้ว ทุก ๆ วันคือจุดเริ่มต้นใหม่
เรียนทักษะของการลืมอดีต แล้วก้าวไปข้างหน้าด้วยความมั่นใจ
เสมอต้น,เสมอปลาย...




ที่มา::Fw Mail

วันพฤหัสบดีที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

เรื่องเล่า ซึ้งๆ “กาแฟ… ใส่เกลือ”



เขาเจอเธอในงานเลี้ยงแห่งหนึ่ง เธอดูโดดเด่นมาก และมีคนมากมายรุมล้อมเธอ ในขณะที่เขาดูเป็นผู้ชายธรรมดาคนหนึ่ง ไม่มีใครใส่ใจเขาเลย และหลังงานเลี้ยงเลิก เขาได้มีโอกาสชวนเธอไปทานกาแฟต่อ เธอประหลาดใจมาก แต่ท่าทีที่สุภาพของเขา ทำให้เธอตอบตกลง

พวกเขานั่งในร้านกาแฟดีๆแห่งหนึ่ง เขาดูประหม่าจนพูดอะไรไม่ออก เธอรู้สึกอึดอัดมาก จนคิดในใจว่า ได้โปรดให้ฉันกลับบ้านเหอะ แต่ทันใดนั้น….. เขาถามบ๋อยว่า ขอเกลือป่นได้ไหม อยากเอามาใส่ในกาแฟ ทุกคนในร้านหันมาจ้องเขาด้วยความประหลาดใจ เขาอายจนต้องก้มหน้า แต่ก็ยังเติมเกลือลงในกาแฟ และก็ดื่มมันเสียด้วย

ทำให้เธอต้องถามเขาอย่างอดไม่ได้ว่า ทำไมชอบกาแฟรสชาติแบบนี้ เขาตอบว่า เมื่อเขายังเด็ก บ้านเกิดเขาอยู่ริมทะเล เขาเป็นลูกน้ำเค็ม เล่นกับทะเลทุกวัน เคยชินกับรสเค็มของเกลือ เหมือนกับรสชาติของกาแฟเค็ม เพราะฉะนั้นเมื่อทุกครั้งที่เขาได้ลิ้มรสกาแฟเค็มๆ เขาก็จะคิดถึงวัยเด็ก คิดถึงบ้านเกิด เขาคิดถึงพ่อแม่ทียังอยู่ที่นั่น

เธอก็เริ่มประทับใจในตัวเขา เริ่มชวนเขาคุย เล่าถึงบ้านเกิดของเธอบ้างชีวิตในวัยเด็ก ครอบครัวของเธอ เธอกับเขาคุยกันถูกคอมากขึ้นเรื่อยๆ และจากการเริ่มต้นที่ดี ทำให้เขากับเธอคืบหน้าความสัมพันธ์ต่อไปจนทีสุด เธอก็ค้นพบว่า เขาคือผู้ชายแบบที่เธอต้องการอย่างแท้จริง เขาใจกว้าง อ่อนโยน อบอุ่น และดูแลเป็นอย่างดี เขาเป็นผู้ชายที่สมบูรณ์แบบ แต่เธอเกือบจะมองข้ามเขาไป!

หลังจากนั้นอีกสี่สิบปี เขาก็จากเธอไป ทิ้งจดหมายไว้ให้เธอฉบับหนึ่ง ข้างในมีใจความว่า ที่รัก อภัยให้ผมด้วย ที่ต้องโกหกคุณชั่วชีวิต มีเรื่องเดียวเท่านั้นที่ผมโกหกคุณ เรื่องกาแฟเค็มนั่น

จำวันแรกที่เรามีนัดกันได้ไหม ผมประหม่ามากในตอนนั้น จริงๆแล้วผมต้องการน้ำตาลแต่ผมพูดผิดเป็นขอเกลือ ซึ่งมันยากที่จะกลับคำในตอนนั้น ผมจึงต้องปล่อยมันไป

ซึ่งผมไม่คิดว่า นั่นจะทำให้เราได้เริ่มต้นการพูดคุยกัน ผมพยายามที่จะสารภาพกับคุณหลายต่อหลายครั้ง

แต่ผมก็ไม่กล้าที่จะสารภาพออกไป ทำให้ผมสัญญากับตัวเองว่า จะไม่โกหกอะไรคุณอีกแม้แต่ครั้งเดียวตอนนี้ผมจากไปแล้ว ผมไม่ต้องหวาดกลัวอะไรอีก ดังนั้นจึงเล่าความจริงในจดหมายฉบับนี้ แท้จริงแล้วผมไม่ได้ชอบทานกาแฟรสเค็มเลยแม้แต่น้อย มันรสชาติค่อนข้างแย่ทีเดียว แต่ว่าผมทานมันตลอดทั้งชีวิตตั้งแต่ได้รู้จักคุณ ผมไม่เคยนึกเสียใจในสิ่งที่ทำเพื่อคุณเลย

การได้พบคุณเป็นความสุขอันยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดชีวิตของผม

ถ้าผมได้มีโอกาสมีชีวิตอีกครั้ง ผมก็ยังอยากจะได้พบคุณ และมีคุณเป็นภรรยาผมอีกครั้งเช่นกันแม้ว่าผมจะต้องดื่มกาแฟรสเค็มอีกตลอดชีวิตก็ตาม! น้ำตาของเธอหยด ใส่กระดาษจดหมาย จนเปียกชุ่ม และหลังจากนั้น หากมีใครถามเธอ

กาแฟรสเติมเกลือรสชาติเป็นเช่นไร เธอก็จะตอบเสมอว่า “มันหวาน"

.

.

.